ในวงการไอที น้อยคนจะไม่รู้จักบริษัทซินเน็ค(ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 1ใน 3 ผู้ค้าส่งสินค้าไอทีของเมืองไทย วันนี้ซินเน็คเป็นตัวแทนขายให้กับแบรนด์ชั้นนำกว่า 50 แบรนด์ พร้อมทั้งมีทิศทางที่ชัดเจนในการขยายไลน์สินค้าสู่ตลาดสมาร์ทโฟนอย่างเต็มตัว "ฐานเศรษฐกิจ" ได้มีโอกาสสัมภาษณ์"สุพันธ์ มงคลสุธี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ถึงกลยุทธ์ และทิศทางการดำเนินธุรกิจ
โตเพราะกินแชร์คู่แข่ง
โดย"สุพันธ์ มงคลสุธี" กล่าวว่า ในธุรกิจค้าส่งสินค้าไอที นั้นหากไม่รับรวมตลาดโฟน เราถือเป็นผู้ค้าส่งที่มียอดขายสูงสุด แต่หากนับรวมโฟนเข้าไปด้วยเราห่างจากคู่แข่งที่ทำโฟนมาก่อนเรา 3 ปีเพียงเล็กน้อย ซึ่งครึ่งปีแรกที่ผ่านมาบริษัทเติบโตประมาณราว 19.65% เติบโตมากสุดในรอบ 21 ปี โดยมีรายได้ทั้งหมด 7,504.16 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตของบริษัทเป็นผลมาจากการขยายตลาดเข้าไปกินมาร์เก็ตแชร์ของคู่แข่งรายอื่น โดยตอนนี้เชื่อว่าเหลือผู้ค้าส่งสินค้าไอทีที่มีศักยภาพเพียง 3 รายเท่านั้น ซึ่งทิศทางการแข่งขันธุรกิจค้าส่งสินค้าไอทีนั้นจะมุ่งเน้นการให้บริการ ระบบโลจิสติกส์ และไฟแนนซ์ ซึ่งตอนนี้เชื่อว่าเรามีความแข็งแกร่งสุดในตลาด โดยมีวงเงินรองรับการเติบโตทางธุรกิจหลายพันล้านบาท มีกำไร และ อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของเจ้าของ (Debt equity) ต่ำ
มุ่งขายสมาร์ทโฟนเต็มตัว
ส่วนทิศทางการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีหลังเราจะมุ่งไปยังตลาดสมาร์ทโฟนมากขึ้น โดยได้จัดตั้งกลุ่มธุรกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ คอมมูนิเคชั่น ดีไวซ์ และทีมงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดขึ้นมาใหม่สำหรับดูแลการเพิ่มช่องจำหน่ายสมาร์ทโฟน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ค้าปลีกโทรศัพท์เคลื่อนที่ ขณะเดียวกันยังได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟน เอเซอร์ และโมโตโรล่า ไมล์สโตน ซึ่งเป็นแอนดรอยด์โฟน พร้อมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่าย "แบล็คเบอร์รี่" ให้กับทรูมูฟ เพื่อกระจายสินค้าในช่องทางค้าปลีกไอทีที่เป็นเครือข่ายของ ซินเน็ค อย่างไรก็ตามยอมรับว่าปีนี้เราเพิ่งเริ่ม ขณะที่คู่แข่งทำตลาดสมาร์ทโฟนมา 3 ปีแล้ว แต่เชื่อว่าเมื่อเราเริ่มเราจะไล่ตามเขาทัน เหมือนกับโน้ตบุ๊ก ที่เราเริ่มทำตลาดช้ากว่าเขา 3 ปี แต่ตอนนี้เรามียอดขายแซงหน้าคู่แข่งไปแล้ว
นายสุพันธุ์ กล่าวอีกว่า 3 จี จะเข้ามาพลิกโฉมตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยฟีดเจอร์โฟน จะลดลง สมาร์ทโฟนจะมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 50-60% จากปัจจุบันมีส่วนแบ่งตลาด 10% หรือประมาณ 1 ล้านเครื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาที่ถูกลง แอพพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้ใช้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงนี้กระแสแอนดรอยด์กำลังมาแรง ตอนนี้ในสหรัฐฯยอดแซงหน้าไอโฟนไปแล้ว ส่วนบีบี นั้น เป็นที่นิยมเพราะโซเชียลเน็ตเวิร์ก แต่ยังไม่แน่ใจว่ากระแสจะเปลี่ยนเมื่อไร ขณะที่วินโดว์ส โมบายส์โฟน 7 กำลังจะมา ซึ่งเราอยู่ในระดับต้นน้ำในธุรกิจไอที ทำให้มีโอกาส
ส่วนโอเปอเรเตอร์มือถือนั้นเชื่อว่าต่อไปจะขายโฟนน้อยลง เนื่องจากฮาร์ดแวร์มีราคาถูกลง ทำให้กำไรน้อยลง โอเปอเรเตอร์น่าจะหันไปพัฒนาบริการ และแอพพลิเคชันบริการ 3 จี มากขึ้น ซึ่งตอนนี้เราก็เริ่มประกาศให้ผู้ผลิตเข้าใจว่าเรามีความพร้อมในการทำตลาดสมาร์ทโฟน พร้อมจะนำสินค้ามาขายผ่านช่องทางที่เรามีอยู่ ซึ่งเราก็เปิดกว้างกับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทุกราย โดยในปีหน้าเราพร้อมทำตลาดสมาร์ทโฟนเต็มที่ ซึ่งเชื่อว่าจะมียอดรายได้ประมาณ 20-30 ล้านบาทต่อเดือน
ชูกลยุทธ์ 6 C
ส่วนกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทปีนี้มุ่งเน้นกลยุทธ์ 6 C ซึ่ง C แรก คือ CRM (Customer Relationship Management) โดยเราจะมุ่งการทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด ทั้งยังเปิดให้ลูกค้าเยี่ยมชมสำนักงาน การบริหารจัดการ ตลอดจนคลังสินค้าของบริษัท ส่วน C ที่ 2 คือ Communication โดยจะมีการปรับปรุงเว็บไซต์ เพื่อให้สามารถสื่อสารข้อมูลกับลูกค้ามากขึ้น มีการสร้างเว็บไซต์สำหรับการสั่งสินค้า (Web Ordering) ขณะที่ C ที่ 3 คือ (Customize Training) ซึ่งจะมีการจัดหลักสูตรที่เหมาะสมให้กับกลุ่มพนักงาน ลูกค้า จนกระทั่งถึงตัวผู้บริโภค ส่วน C ที่4 เป็นเรื่องของ Cost Control) โดยที่ผ่านมาองค์กรของเราเติบโตเยอะ จำเป็นต้องควบคุมเรื่องค่าใช้จ่าย ในขณะที่บริการจะต้องเท่าเดิม หรือ ดีขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปัจจุบันเราสามารถทำได้ดี มีต้นทุนในการบริหารจัดการประมาณลดลงเหลือ 3% จากเดิม 4% สำหรับ C ที่ 5 เป็นเรื่องของ Channel หรือช่องทางจำหน่าย ซึ่งจะมีการขยายให้ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคมากขึ้น และเริ่มสร้างช่องทางจำหน่ายทางด้านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ โฟนขึ้นมา และ C สุดท้าย คือ CSR หรือ องค์กรที่มีส่วนรับผิดชอบต่อสังคม โดยปีนี้เรามีโครงการบริจาคคอมพิวเตอร์และโปรแกรม สำหรับเด็กใช้ค้นหาหนังสือในห้องสมุด ให้กับโรงเรียนทั่วทั้ง 77 จังหวัด
เชื่อธุรกิจไอทีมีโอกาสเสมอ
สำหรับแนวโน้มตลาดไอทีปี 2554 นั้นธุรกิจไอที เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเสมอ และมีการเติบโตขึ้นทุกปี เพราะเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลง และราคาถูกลงทุกวัน ส่วนเทคโนโลยีที่เป็นกระแสในปี 2554 นั้นมองว่ากระแสแท็บเลตจะมาแรง โดยจะมีผู้ผลิตหลายรายเปิดตัวแท็บเลต แข่งกับไอแพ้ด ประมาณปลายปี หรือต้นปีหน้า แต่กระแสจะไปได้หรือไม่ หรือจะเหมือนกับเน็ตบุ๊ก ที่กระแสอยู่ได้ไม่นานนั้นขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์ หรือ แอพพลิเคชัน นอกจากนี้เทคโนโลยีการเก็บบันทึกข้อมูล หรือ สตอเรจ ที่มีความต้องการขนาดความจุเพิ่มขึ้น เนื่องจากการขยายการใช้งานของเทคโนโลยีบูลเรย์ และไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กกิ้ง สุดท้ายคือเทคโนโลยี 3 จี ที่มองว่าจะมีอิทธิพลทำให้ตลาดไอที และการสื่อสารเติบโตขึ้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น